กรมป่าไม้ยืนยันทวงคืนผืนป่าไม่มี 2 มาตรฐาน นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยถึงกรณีที่นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ได้โพสต์ภาพถ่ายทางอากาศที่เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ในเฟสบุ๊ก โดยระบุว่ามีรีสอร์ทตั้งอยู่บนที่ดินที่จัดให้กับราษฎรอาสาทำกินในการทำการเกษตร ซึ่งนายทุนเข้ามาซื้อโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่กระทำผิดได้ พร้อมทั้งกล่าวหาว่ารัฐบาลเลือกปฏิบัติ 2 มาตรฐาน โดยเปรียบเทียบกับกรณีของพื้นที่ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์ ที่ใช้อำนาจ ม.44 ในการดำเนินการนั้น ทางกรมป่าไม้ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาปางก่อ ป่าวังชมภู และป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาโปลกหล่น ครอบคลุมพื้นที่ 4 ตำบล ประกอบด้วย ต.เขาค้อ ต.สะเดาะพง ต.ริมสีม่วง และ ต.หนองแม่นา อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งกองทัพภาค 3 ได้ขออนุญาตใช้ประโยชน์จากกรมป่าไม้ ตั้งแต่ปี 2520 - 2533 จำนวน 5 ครั้ง 8 แปลง เนื้อที่รวม 126,368 ไร่ เพื่อจัดสรรให้ราษฎรอาสาสมัคร (รอส.) อยู่อาศัยทำกิน ตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ต่อมาปี 2555 จังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ได้ทำหนังสือถึงกรมป่าไม้เพื่อส่งมอบพื้นที่คืนบางแปลง กรมป่าไม้จึงขอให้จังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์จัดส่งรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินที่ได้จัดสรรให้หน่วยงานราชการ และ รอส. ว่ามีแปลงที่ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขและแปลงที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งหมดกี่แปลง พร้อมแผนที่ที่เกี่ยวข้อง อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวต่อว่า ในช่วงตั้งแต่ปี 2554 - 2559 กรมป่าไม้ร่วมกับกองทัพภาค 3 และจังหวัดเพชรบูรณ์ดำเนินการตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวพบว่า มีสิ่งก่อสร้างลักษณะรีสอร์ท ประมาณ 400 แห่ง ซึ่งได้ดำเนินคดีไปแล้ว 64 แห่ง ส่วนรีสอร์ทที่ปรากฏตามภาพข่าวนั้น อยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก (รอส.) แปลงที่ 2 ซึ่งขณะนี้คณะทำงานสำรวจพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่กองทัพภาค 3 ขอใช้ประโยชน์ท้องที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ กำลังดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงการถือครองที่ดินดังกล่าว นายชลธิศ ชี้แจงเพิ่มเติมถึงกรณีการใช้อำนาจตามคำสั่ง คสช. ที่ 35/2559 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ว่า ต้องขึ้นอยู่กับสภาวการณ์และลักษณะพื้นที่ ซึ่งแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน อย่างกรณีพื้นที่ภูทับเบิกเป็นพื้นที่ป่าไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 เมื่อพบการกระทำผิดไม่สามารถรื้อถอนได้ ต้องนำเรื่องสู่กระบวนการฟ้องทางแพ่งเพื่อขับไล่ ประกอบกับผู้กระทำผิดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และความเป็นอยู่ของราษฎรทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงมีความจำเป็นต้องกำหนดมาตรการเร่งด่วนในการระงับ ปราบปราม และป้องกันการกระทำดังกล่าว ในขณะที่พื้นที่เขาค้อ ซึ่งกองทัพภาค 3 ขอใช้ประโยชน์อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อพบการกระทำผิดเจ้าหน้าที่สามารถใช้อำนาจดำเนินคดีและรื้อถอนภายใต้กรอบของกฎหมาย พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ดังนั้น การป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดตามกฎหมายป่าไม้จะดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายที่กำหนดไว้ จึงมิใช่การปฏิบัติสองมาตรฐานแต่อย่างใด “ปัจจุบันกรมป่าไม้ กองทัพภาค 3 และจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมกันดำเนินการตรวจสอบการครอบครองที่ดินพื้นที่โครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ทั้งหมด หากพบว่ามีรายใดไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของกองทัพภาค 3 จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปอย่างจริงจังและเด็ดขาด” อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว

กรมป่าไม้ จัดหนักกิจกรรม "เคเบิลไรด์" เร่งดำเนินคดีบุกรุกป่าสงวนฯ

นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยถึงกรณีที่มีชาวบ้านในพื้นที่ ต.ตะพง อ.เมืองระยอง แจ้งเบาะแสว่า ที่บริเวณหมู่ 14 ที่ตั้งโครงการป่าชุมชนบ้านบ่อหินลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมเล่น “Cable Rides” เคเบิล ไรด์ ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาเล่นกันเป็นประจำทุกวันในพื้นที่ป่าต้นน้ำเขายายดา ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่ากะเฉด ป่าเพ และป่าแกลง ชาวบ้านมองว่าพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติห้ามดำเนินการใดๆ เพื่อหาผลประโยชน์ แต่ทราบว่ามีการเก็บเงินชาวต่างชาติที่ขึ้นไปเล่น และเงินจำนวนดังกล่าวก็ไม่ได้นำมาช่วยเหลือให้กับชุมชนแต่อย่างใดนั้น ทางกรมป่าไม้ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2559 เจ้าหน้าที่เคยลงไปตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวมาแล้วทราบว่ามีพื้นที่ถูกบุกรุก รวม 4-0-91 ไร่ แต่ไม่พบตัวผู้กระทำผิด จึงได้ตรวจยึดและดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และ พ.ร.บ.ป่าไม้พุทธศักราช 2484 โดยส่งพนักงานสอบสวน สภ.อ.เมือง จ.ระยอง ปัจจุบันคดีดังกล่าวอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนและมีการเร่งรัดการดำเนินการสอบสวนจากพนักงานอัยการจังหวัดระยอง ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 คณะเจ้าหน้าที่ชุดตรวจยึดได้ไปตรวจสอบเพิ่มเติมยังพบว่า มีการลักลอบเล่นกิจกรรมดังกล่าวอยู่ จึงได้ติดตามผลคดีไปยังพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีดังกล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนในการแจ้งพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีเพื่อที่จะดำเนินการติดประกาศให้ผู้กระทำผิดทำการรื้อถอนตาม มาตรา 25 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ ต่อไป อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวต่อว่า วันนี้ (12 มี.ค. 60) ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบอีกครั้งจึงพบว่ามีการนำนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าเล่นกิจกรรมเคเบิล ไรด์ จริง จึงได้จับกุมดำเนินคดีกับผู้นำเที่ยวจำนวน 2 ราย ข้อหากระทำการใดๆ อันเป็นการทำลายแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และ พ.ร.บ.ป่าไม้พุทธศักราช 2484 พร้อมติดป้ายประกาศบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ตรวจยึดดำเนินคดี ห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าไปดำเนินการ หากฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำบันทึกตรวจยึดจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย เพื่อนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.อ.เมือง จ.ระยอง ต่อไป โดยในระหว่างตรวจยึดจับกุมคณะเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานกับผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ขยายผลการตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีการจัดกิจกรรมรูปแบบดังกล่าวในเขตป่าสงวนแห่งชาติฯ ในจังหวัดระยองหรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำผิดก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ กรมป่าไม้จะมอบหมายทีมพยัคฆ์ไพรลงตรวจสอบในจังหวัดอื่น ๆ ด้วย นอกจากนี้ กรมป่าไม้จะดำเนินการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงว่ามีเจ้าหน้าที่หรือพนักงานคนใดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องจะดำเนินการทางวินัยขั้นสูงสุด รวมทั้งได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ปกครองร่วมกันประชาสัมพันธ์สร้างความรับรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากประชาชนช่วยเป็นเครือข่ายในการป้องกันรักษาป่า หากมีการเข้าไปดำเนินการจัดกิจกรรมในทำนองเดียวกันให้แจ้งเจ้าหน้าที่ผ่านสายด่วน 1310 ต่อ 3