กรมป่าไม้ลั่นยังไม่มีการอนุญาตสร้างสนามบินพังงา นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยถึงกรณีที่ชาวบ้านในพื้นที่คลองทุ่งมะพร้าว อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา มีความกังวลเรื่องโครงการก่อสร้างสนามบิน ของบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบางกอกแอร์เวย์ส ในเขตป่าสงวนแห่งชาติคลองทุ่งมะพร้าว ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เนื้อที่ประมาณ 2 พันไร่ กำหนดเวลา 30 ปี ที่อาจส่งผลกระทบกับชีวิตชาวบ้านและชุมชนที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติคลองทุ่งมะพร้าว ว่า กรมป่าไม้ยังไม่มีการพิจารณาอนุญาตใด ๆ ให้ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองทุ่งมะพร้าว ท้องที่หมู่ที่ 4 ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ประกอบการพิจารณา แต่ที่ผ่านมาการยื่นคำขออนุญาตยังไม่มีการจัดทำ EIA และโครงการก่อสร้างสนามบินดังกล่าวเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีความเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน กรมป่าไม้ยังต้องรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาพิจารณาภายใต้ระเบียบ กฎหมาย และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อใดที่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน กรมป่าไม้จะนำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป นายชลธิศ กล่าวต่อว่า สำหรับขั้นตอนการขอเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอเป็นเอกชนจะต้องยื่นคำขออนุญาตพร้อมเอกสารแนบท้ายคำขอ (เช่น ความเห็นชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม) ตามระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2548 ตามความในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเริ่มจากผู้ขอยื่นคำขอที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดท้องที่ จากนั้นจะเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาภายใน 7 วัน เพื่อให้ผู้ว่าฯ สั่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสภาพป่าภายใน 15 วัน พร้อมทั้งแจ้งสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ท้องที่ร่วมดำเนินการตรวจสอบพื้นที่ แล้วรายงานผลต่อผู้ว่าฯ ภายใน 30 วัน หลังตรวจสภาพป่าเสร็จสิ้น จากนั้นผู้ว่าฯ และผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ท้องที่ทำความเห็นเสนอกรมป่าไม้ภายใน 15 วัน เมื่อกรมป่าไม้ได้รับเรื่องราวคำขอดังกล่าวจะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเพื่อนำเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณา จากนั้นจะนำผลการพิจารณาเสนอคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ หากเห็นชอบกรมป่าไม้จะแจ้งจังหวัดท้องที่เพื่อออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ “นับจากนี้ไปการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ต้องมีการพิจารณาในทุกมิติ และคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดที่ประเทศชาติจะได้รับ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติถือเป็นหลักคิดสำคัญก่อนการอนุมัติโครงการใด ๆ” อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าว

กรมป่าไม้พร้อมลุยตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่แม่ฮ่องสอน นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยถึงกรณีที่ ดีเอสไอ ตรวจสอบคดีการตัดไม้ทำลายป่าในจังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้วพบขบวนการลักลอบตัดไม้ในรูปแบบใหม่ โดยปลอมเอกสารสิทธิ์หรือการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและนำไปขึ้นทะเบียนสวนป่าเพื่อขอตัดไม้โดยมีการตัดไม้สักธรรมชาติไปแล้วส่วนหนึ่ง ว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้แจ้งประสานให้กรมป่าไม้เข้าร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งตนได้สั่งการให้ นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ กำหนดแผนปฏิบัติร่วมตรวจสอบและดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ กรมป่าไม้จะลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนพร้อมกับ ดีเอสไอ ในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ เพื่อร่วมตรวจสอบเอกสารสิทธิที่ดินในพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ และหากพบการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบจะส่งเรื่องให้กรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนต่อไป อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวต่อไปว่า ตั้งแต่ปี 2557 กรมป่าไม้ร่วมกับ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กอ.รมน. กองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการภายใต้คำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 และ 66/2557 ซึ่งมุ่งเน้นการดำเนินคดีกับกลุ่มนายทุน กลุ่มขบวนการผู้มีอิทธิพล โดยไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้ยากไร้มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) ภายใต้การนำของ พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานการปราบปรามการกระทำผิดอันเกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้ โดยมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับศูนย์ปฏิบัติการของ กอ.รมน. เหล่าทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฝ่ายปกครอง ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์และติดตามผลการปฏิบัติให้เกิดความรวดเร็วและประสิทธิภาพ

กรมป่าไม้ยืนยันให้ความเป็นธรรมและโปร่งใสกับม้งภูทับเบิกทุกราย นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยถึงกรณีที่นายยุพราช บัวอินทร์ อดีต ส.ส.เพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำกลุ่มตัวแทนเจ้าของรีสอร์ตบนภูทับเบิก เตรียมเข้ายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อขอให้ชะลอการปฏิบัติตามคำสั่ง หน.คสช.ที่ 35/59 กรณีมาตรการแก้ไขปัญหาการครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินป่าภูทับเบิก โดยระบุว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากพื้นที่ที่ครอบครองทำประโยชน์มิใช่ป่าตามมาตรา 4 (1) พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 แต่เป็นที่ดินที่ครอบครองสืบสิทธิต่อเนื่องมาจากบรรพบุรุษดั้งเดิม และขณะนี้ชาวบ้านเกิดความสับสนต่อนโยบาย 3-8-8 ที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง เหลือไว้แต่สิ่งปลูกสร้างที่มั่นคงแข็งแรง แต่ภายหลังกลับมาถูกมาตรา 44 ให้รื้อถอนทั้งหมดทั้งที่ยังไม่ได้ขึ้นศาล และยังไม่ทราบว่ามีความผิดผิดเช่นไร แต่กลับถูกปิดประกาศไม่ให้เปิดบริการ ว่า พื้นที่ป่าภูทับเบิก ยังคงมีสถานะเป็นพื้นที่ป่า ตามคำนิยามศัพท์ ของคำว่า”ป่า” ตามมาตรา 4 (1) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ที่ให้ความหมายไว้ว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน ดังจะเห็นได้จากการพิจารณาในชั้นศาลเพื่อวินิจฉัยสถานะของพื้นที่ในบริเวณภูทับเบิกตามคำพิพากษาศาลปกครองพิษณุโลกเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 โดยอำนาจหน้าที่ในการควบคุม ดูแล ป้องกันการบุกรุกทำลายป่าเป็นของกรมป่าไม้ ฉะนั้นการปฏิบัติการใด ๆ จึงเป็นไปตามขั้นตอนและระเบียบของกฎหมาย อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวต่อไปว่า เมื่อมีคำสั่งที่ 35/2559 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการกับผู้ที่เข้ามายึดถือครอบครองที่ดินบนภูทับเบิก แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 จำนวน 19 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ แต่เมื่อไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของศาล จึงได้อาศัยอำนาจตามคำสั่งดังกล่าวดำเนินการรื้อถอน ส่วนกลุ่มที่ 2 และ 3 เจ้าหน้าที่ได้อาศัยอำนาจตามคำสั่งที่ 35/2559 ของ คสช. และแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาพื้นที่ภูทับเบิก (3 - 8 - 8) มาใช้เป็นแนวทางกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหา โดยในกลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นกลุ่มที่มาร้องเรียนนั้น ได้พิจารณาคุณสมบัติของผู้ถือครองที่ดินจากหลักฐานของกรมประชาสงเคราะห์เดิม และลักษณะการก่อสร้างรีสอร์ต พบว่ามีจำนวน 19 ราย อยู่ในพื้นที่กรมป่าไม้ 18 ราย และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 1 ราย โดยใน 18 ราย เป็นบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติตามที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการกำหนดไว้ จำนวน 10 ราย ซึ่งได้ดำเนินการรื้อถอนไปแล้ว อีก 8 รายอยู่ในชั้นการพิจารณาของอัยการ สำหรับกลุ่มที่ 3 จำนวน 64 ราย ได้ผ่านขั้นตอนการพิจารณาตามคำสั่งจังหวัดเพชรบูรณ์ที่ 1519/2559 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2559 ผลปรากฏว่า 14 รายขาดคุณสมบัติ และอีก 50 ราย เป็นราษฎรในพื้นที่ที่มีคุณสมบัติ จึงจะได้รับการพิจารณาให้ใช้ประโยชน์ตามแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาพื้นที่ภูทับเบิก
“สำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่มม้งทั้ง 8 รายนั้น ทางคณะทำงานฝ่ายปฏิบัติการรื้อถอนและเก็บทรัพย์สินของกลาง ซึ่งมีผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 สาขาพิษณุโลก เป็นหัวหน้าคณะทำงาน จะเสนอให้มีการพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติว่าเป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการกำหนดไว้หรือไม่ พร้อมทั้งจะดำเนินการชี้แจงกับราษฎรชาวไทยภูเขา ผู้นำชุมชน และตัวแทนผู้ร้องเรียนให้เข้าใจถึงมาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาพื้นที่ภูทับเบิกที่ถูกต้องต่อไป ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าจะดำเนินการด้วยความโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าว

นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ ได้เปิดเผยถึงกรณีการต่อต้านของกลุ่มชาวบ้านในนาม"กลุ่มฮักบ้านฮั่นแน้ว" ในประเด็นการขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินที่บ้านคอนสาและบ้านสาธร ต.เชียงกลม อ.ปากชม จ.เลย ของ หจก.ไทยเจริญไมนิ่ง และ บริษัท ซี.เอส.เอ็น ไมนิ่ง จำกัด ว่าหน่วยงานราชการกับผู้ประกอบการเข้ามาปักป้ายเขตคำขอประทานบัตร ซึ่งเป็นพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน นั้น กรมป่าไม้ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ พบว่าพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูเขาแก้วและป่าดงปากชม ตำบลเชียงกลม อำเภอปากชม จังหวัดเลย นอกจากนี้ กรมป่าได้ยังได้รับแจ้งจากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเลย ว่ากลุ่มฮักบ้านฮั่นแน้ว ได้เคยมีหนังสือร้องเรียน เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2559 โดยหน่วยงานดังกล่าวได้มีหนังสือชี้แจงกลับไปในวันเดียวกัน นอกจากนี้ได้สั่งการให้ตรวจสอบจากระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับการอนุญาต พบว่า หจก.ไทยเจริญไมนิ่ง ไม่พบว่ามีการยื่นคำขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้ ในเขตอำเภอปากชม แต่สำหรับบริษัท ซี.เอส.เอ็นไมนิ่ง จำกัด ได้ขออนุญาตจากกรมป่าไม้ ในการใช้พื้นที่เพื่อศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยกรมป่าไม้ได้ออกหนังสืออนุญาต ป.ส.26 เล่มที่ 03 ฉบับที่ 04 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2558 เพื่อสำรวจศึกษาธรณีวิทยาแหล่งแร่และการเจาะสำรวจ ตามอาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ที่ 72/2557 เนื้อที่ 1,103-01-88 ไร่ การอนุญาตสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 ซึ่งปัจจุบันได้สิ้นสุดการอนุญาตแล้ว อธิบดีกรมป่าไม่ ได้กล่าวต่ออีก ถึงแนวทางปฏิบัติซึ่งจะยึดแนวทางการดำเนินการตามคำสั่ง คสช.ที่ 66/2557 อย่างเคร่งครัด ในการดำเนินคดีกับผู้บุกรุกทั้งนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ อีกทั้งรัฐบาลมีนโยบายจัดที่ดินทำกินสำหรับประชาชน หากพื้นที่ใดมีประชาชนถือครองใช้ประโยชน์ กรมป่าไม้จะดำเนินการตรวจสอบพิจารณาเพื่อนำเข้าโครงการ และจะไม่อนุญาตให้มีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่แปลงนั้นๆ ในส่วนของการขออนุญาตทำเหมืองถ่านหินทุกขนาดนั้น จะต้องมีการจัดทำรายงานผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกรมป่าไม้จะพิจารณาโครงการที่ผ่านการเห็นชอบจากการรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้วเท่านั้น ทั้งนี้จากประเด็นดังกล่าวข้างต้น จะมีการตรวจสอบว่ามีการข่มขู่ชาวบ้านจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้หรือไม่ หากพบการกระทำดังกล่าว กรมป่าไม้จะดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและดำเนินการสอบสวนทางวินัยต่อไป

กรมป่าไม้ เพิ่มฐานปฏิบัติการทางยุทธวิธีป้องกันรักษาป่าบนเกาะพะงัน นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงกรณีการบุกรุกป่าบนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่ามีกลุ่มนายทุนเข้ามาลักลอบตัดไม้ในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ และ แนวเขตที่เตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติชาติธารเสด็จ เพื่อเข้าจับจองที่ดินบนเกาะพะงัน ในการใช้ทำที่พักให้นักท่องเที่ยว และตัดไม้ส่งขาย จนเกิดปัญหาการบุกรุกป่าเพื่อครอบครองที่ดินโดยมิชอบ และการปลูกโฮมสเตย์รุกล้ำแนวเขตทะเล ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้ กรมป่าไม้ ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบแล้วพบว่า พื้นที่บนเกาะพะงัน จำนวน 105,000 ไร่ ส่วนหนึ่งประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าเกาะพะงัน เนื้อที่ 24,450 ไร่ พื้นที่ป่าไม้ถาวร เนื้อที่ 2,727ไร่ และเป็นพื้นที่ที่เตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติธารเสด็จ-เกาะพะงัน โดยมีเนื้อที่ทางบกและทางทะเล รวมเนื้อที่ 26,895 ไร่ ในส่วนของกรมป่าไม้ ได้มีสั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษพยัคฆ์ไพร ประสานงานร่วมกันในการปฏิบัติงาน โดยร่วมปฏิบัติการร่วมกันกับชุดปฏิบัติการพิเศษพญาเสือ ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกันเพื่อบังคับใช้กฎหมายต่อพื้นที่ป่าไม้บนเกาะพะงัน ทั้งนี้ ผลจากการปฏิบัติการดังกล่าวสามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าไม้ จำนวน 9 คดี รวมเนื้อที่กว่า 393 ไร่ และคดีลักลอบทำไม้ อีก 1 คดี มีปริมาตรของไม้ 0.69 ลบ.ม. และนอกจากนี้ ยังได้มีการดำเนินคดีกับผู้ที่ลักลอบทำไม้ในเขตพื้นที่ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเตรียมการ ธารเสด็จ-เกาะพะงัน จำนวน 3 คดี ตรวจยึดไม้ท่อน 10 ท่อน ไม้แปรรูป 116 แผ่น มีปริมาตร43.18 ลบ.ม โดยทั้งนี้ จะได้ขยายผลถึงกลุ่มนายทุนผู้กระทำผิดที่บุกรุกพื้นที่ และการลักลอบทำไม้มีค่ามาดำเนินคดีต่อไป อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวอีกว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เล็งเห็นถึงการแก้ไขการบุกรุกพื้นที่ป่า จึงได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) โดยมี กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กำหนดแผนปฏิบัติการการป้องกันขบวนการลักลอบทำไม้ การบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดิน โดยจะเพิ่มฐานปฏิบัติการทางยุทธวิธี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันรักษาป่าให้มากขึ้น พร้อมทั้งสร้างแนวร่วมสร้างเครือข่ายการอนุรักษ์ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของกลุ่มพี่น้อง ชาวบ้านบนเกาะ โดยการประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจกับชุมชนบนพื้นที่เกาะถึงข้อกฎหมายในการบุกรุกพื้นที่ป่า และเป็นการสร้างกระแสร่วมกันต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการจัดตั้งเครือข่าย

กรมป่าไม้ยืนยันทวงคืนผืนป่าไม่มี 2 มาตรฐาน นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยถึงกรณีที่นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ได้โพสต์ภาพถ่ายทางอากาศที่เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ในเฟสบุ๊ก โดยระบุว่ามีรีสอร์ทตั้งอยู่บนที่ดินที่จัดให้กับราษฎรอาสาทำกินในการทำการเกษตร ซึ่งนายทุนเข้ามาซื้อโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่กระทำผิดได้ พร้อมทั้งกล่าวหาว่ารัฐบาลเลือกปฏิบัติ 2 มาตรฐาน โดยเปรียบเทียบกับกรณีของพื้นที่ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์ ที่ใช้อำนาจ ม.44 ในการดำเนินการนั้น ทางกรมป่าไม้ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาปางก่อ ป่าวังชมภู และป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาโปลกหล่น ครอบคลุมพื้นที่ 4 ตำบล ประกอบด้วย ต.เขาค้อ ต.สะเดาะพง ต.ริมสีม่วง และ ต.หนองแม่นา อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งกองทัพภาค 3 ได้ขออนุญาตใช้ประโยชน์จากกรมป่าไม้ ตั้งแต่ปี 2520 - 2533 จำนวน 5 ครั้ง 8 แปลง เนื้อที่รวม 126,368 ไร่ เพื่อจัดสรรให้ราษฎรอาสาสมัคร (รอส.) อยู่อาศัยทำกิน ตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ต่อมาปี 2555 จังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ได้ทำหนังสือถึงกรมป่าไม้เพื่อส่งมอบพื้นที่คืนบางแปลง กรมป่าไม้จึงขอให้จังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์จัดส่งรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินที่ได้จัดสรรให้หน่วยงานราชการ และ รอส. ว่ามีแปลงที่ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขและแปลงที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งหมดกี่แปลง พร้อมแผนที่ที่เกี่ยวข้อง อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวต่อว่า ในช่วงตั้งแต่ปี 2554 - 2559 กรมป่าไม้ร่วมกับกองทัพภาค 3 และจังหวัดเพชรบูรณ์ดำเนินการตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวพบว่า มีสิ่งก่อสร้างลักษณะรีสอร์ท ประมาณ 400 แห่ง ซึ่งได้ดำเนินคดีไปแล้ว 64 แห่ง ส่วนรีสอร์ทที่ปรากฏตามภาพข่าวนั้น อยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก (รอส.) แปลงที่ 2 ซึ่งขณะนี้คณะทำงานสำรวจพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่กองทัพภาค 3 ขอใช้ประโยชน์ท้องที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ กำลังดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงการถือครองที่ดินดังกล่าว นายชลธิศ ชี้แจงเพิ่มเติมถึงกรณีการใช้อำนาจตามคำสั่ง คสช. ที่ 35/2559 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ว่า ต้องขึ้นอยู่กับสภาวการณ์และลักษณะพื้นที่ ซึ่งแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน อย่างกรณีพื้นที่ภูทับเบิกเป็นพื้นที่ป่าไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 เมื่อพบการกระทำผิดไม่สามารถรื้อถอนได้ ต้องนำเรื่องสู่กระบวนการฟ้องทางแพ่งเพื่อขับไล่ ประกอบกับผู้กระทำผิดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และความเป็นอยู่ของราษฎรทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงมีความจำเป็นต้องกำหนดมาตรการเร่งด่วนในการระงับ ปราบปราม และป้องกันการกระทำดังกล่าว ในขณะที่พื้นที่เขาค้อ ซึ่งกองทัพภาค 3 ขอใช้ประโยชน์อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อพบการกระทำผิดเจ้าหน้าที่สามารถใช้อำนาจดำเนินคดีและรื้อถอนภายใต้กรอบของกฎหมาย พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ดังนั้น การป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดตามกฎหมายป่าไม้จะดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายที่กำหนดไว้ จึงมิใช่การปฏิบัติสองมาตรฐานแต่อย่างใด “ปัจจุบันกรมป่าไม้ กองทัพภาค 3 และจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมกันดำเนินการตรวจสอบการครอบครองที่ดินพื้นที่โครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ทั้งหมด หากพบว่ามีรายใดไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของกองทัพภาค 3 จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปอย่างจริงจังและเด็ดขาด” อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว

กรมป่าไม้ จัดหนักกิจกรรม "เคเบิลไรด์" เร่งดำเนินคดีบุกรุกป่าสงวนฯ

นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยถึงกรณีที่มีชาวบ้านในพื้นที่ ต.ตะพง อ.เมืองระยอง แจ้งเบาะแสว่า ที่บริเวณหมู่ 14 ที่ตั้งโครงการป่าชุมชนบ้านบ่อหินลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมเล่น “Cable Rides” เคเบิล ไรด์ ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาเล่นกันเป็นประจำทุกวันในพื้นที่ป่าต้นน้ำเขายายดา ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่ากะเฉด ป่าเพ และป่าแกลง ชาวบ้านมองว่าพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติห้ามดำเนินการใดๆ เพื่อหาผลประโยชน์ แต่ทราบว่ามีการเก็บเงินชาวต่างชาติที่ขึ้นไปเล่น และเงินจำนวนดังกล่าวก็ไม่ได้นำมาช่วยเหลือให้กับชุมชนแต่อย่างใดนั้น ทางกรมป่าไม้ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2559 เจ้าหน้าที่เคยลงไปตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวมาแล้วทราบว่ามีพื้นที่ถูกบุกรุก รวม 4-0-91 ไร่ แต่ไม่พบตัวผู้กระทำผิด จึงได้ตรวจยึดและดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และ พ.ร.บ.ป่าไม้พุทธศักราช 2484 โดยส่งพนักงานสอบสวน สภ.อ.เมือง จ.ระยอง ปัจจุบันคดีดังกล่าวอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนและมีการเร่งรัดการดำเนินการสอบสวนจากพนักงานอัยการจังหวัดระยอง ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 คณะเจ้าหน้าที่ชุดตรวจยึดได้ไปตรวจสอบเพิ่มเติมยังพบว่า มีการลักลอบเล่นกิจกรรมดังกล่าวอยู่ จึงได้ติดตามผลคดีไปยังพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีดังกล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนในการแจ้งพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีเพื่อที่จะดำเนินการติดประกาศให้ผู้กระทำผิดทำการรื้อถอนตาม มาตรา 25 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ ต่อไป อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวต่อว่า วันนี้ (12 มี.ค. 60) ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบอีกครั้งจึงพบว่ามีการนำนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าเล่นกิจกรรมเคเบิล ไรด์ จริง จึงได้จับกุมดำเนินคดีกับผู้นำเที่ยวจำนวน 2 ราย ข้อหากระทำการใดๆ อันเป็นการทำลายแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และ พ.ร.บ.ป่าไม้พุทธศักราช 2484 พร้อมติดป้ายประกาศบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ตรวจยึดดำเนินคดี ห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าไปดำเนินการ หากฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำบันทึกตรวจยึดจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย เพื่อนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.อ.เมือง จ.ระยอง ต่อไป โดยในระหว่างตรวจยึดจับกุมคณะเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานกับผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ขยายผลการตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีการจัดกิจกรรมรูปแบบดังกล่าวในเขตป่าสงวนแห่งชาติฯ ในจังหวัดระยองหรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำผิดก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ กรมป่าไม้จะมอบหมายทีมพยัคฆ์ไพรลงตรวจสอบในจังหวัดอื่น ๆ ด้วย นอกจากนี้ กรมป่าไม้จะดำเนินการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงว่ามีเจ้าหน้าที่หรือพนักงานคนใดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องจะดำเนินการทางวินัยขั้นสูงสุด รวมทั้งได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ปกครองร่วมกันประชาสัมพันธ์สร้างความรับรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากประชาชนช่วยเป็นเครือข่ายในการป้องกันรักษาป่า หากมีการเข้าไปดำเนินการจัดกิจกรรมในทำนองเดียวกันให้แจ้งเจ้าหน้าที่ผ่านสายด่วน 1310 ต่อ 3